Educationtherapistphoto1

สมองเป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ การรู้จักสมองจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการัฒนาการเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ

นักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง (neuroscientist) ได้ค้นพบว่าปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ฉลาดคือ การที่เซลล์สมองต่อเชื่อมกันเป็นวงจรประสาท (neural circuit) ยิ่งเซลล์เหล่านี้ต่อเชื่อมกันเป็นวงจรและจัดระเบียบได้ดีมากเท่าใด ทำให้ประสิทธิภาพของสมองมีมากขึ้นเท่านั้น นั่นก็คือ ทำให้มนุษย์ฉลาดมากขึ้น นั่นเอง

คำถามที่นักวิทยาศาสตร์ถามต่อไปก็คือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เซลล์สมองเหล่านี้มาเรียงเชื่อมต่อกันเป็นวงจรที่สมบูรณ์ คำตอบคือ การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ การกระตุ้นและท้าทายความคิดการฝึกแก้ปัญหาและฝึกจินตนาการของมนุษย์ ดังนั้น ถ้าอยากให้เด็กฉลาดก็ต้องจัดกิจกรรมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะช่วยให้เด็กฉลาดได้

การทำงานของเซลล์สมองในส่วนต่างๆ ทำให้มนุษย์เรียนรู้สิ่งต่างๆ สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลรอบตัวและสร้างความรู้ขึ้นได้ เกิดการคิดขึ้นในสมอง หลังเกิดความคิดก็มีการคิดค้นและมีผลผลิตเกิดขึ้น ยิ่งถ้าเด็กมีการใช้สมองเพื่อการเรียนรู้และการคิดมากเท่าไร เซลล์สมองจะสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองใหม่ๆ แตกแขนงเชื่อมติดต่อกันมากยิ่งขึ้น ทำให้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยไปเพิ่มขนาดของเซลล์สมอง จำนวนเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง

สมองของเด็กพัฒนาได้จากการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทักษะความคล่องตัวของกล้ามเนื้อมัดเล็กจะพัฒนาภายในช่วงเวลา 10 ปีแรก ดังนั้น ถ้าหากเด็กได้ฝึกฝนการใช้มือ การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของมือ จะทำให้สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อและสร้างไขมันล้อมรอบเส้นใยสมองและเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้มาก ทำให้เกิดทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสมองมีระบบการทำงานที่ซับซ้อน มีหลายชั้นหลายระดับและทำงานเชื่อมโยงกัน เครือข่ายในสมองจะเชื่อมโยงกับเซลล์สมองถึงกันหมด เครือข่ายเส้นใยสมองเมื่อถูกสร้างขึ้นจะช่วยให้สมองสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ทั้งในส่วนย่อยและส่วนรวม สามารถคิดค้นหาความหมายคิดหาคำตอบให้กับคำถามต่างๆ เกิดการเรียนรู้และพัฒนาความคิดใหม่ๆ จากการศึกษาพบว่า ความเครียด เป็นตัวขัดขวางการคิดและการเรียนรู้ เด็กที่เกิดความเครียดอาจจะเกิดจากการที่มีประสบการณ์ไม่ดี เช่น เด็กที่ได้รับประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้เกิดความหวาดกลัว เครียด บรรยากาศการเรียนรู้ไม่มีความสุข คับข้องใจ อารมณ์เสีย ครูอารมณ์ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ครูดุ ขณะที่เด็กเกิดความเครียด สารเคมีที่ร่างกายปล่อยออกมาจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองและสร้างฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียด เรียกว่า คอร์ติโซล (Cortisol) ซึ่งจะทำลายสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนคอร์เท็กซ์หรือพื้นผิวสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และความจำ ความเครียดจะทำให้สมองส่วนนี้เล็กลง เด็กที่ได้รับความเครียดอยู่ตลอดเวลา หรือพบความเครียดที่ไม่สามารถจะคาดเดาได้ ส่งผลให้ขาดความสามารถในการเรียนรู้ หือความสามารถในการรับรู้ลดลง ทั้งที่เด็กมีสมองพร้อมที่จะเรียนรู้ แต่ถูกทำลายเพราะความเครียด ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ได้หายไป

ปัจจัยอื่นที่ส่งต่อพัฒนาการทางสมอง มีดังนี้

พันธุกรรม คือ การถ่ายทอดความฉลาดจากพ่อแม่ สมองของเด็กจะมาจากการกำหนดของลักษณะทางพันธุกรรมในเซลล์ของพ่อแม่ พ่อหรือแม่ที่มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องใด ลูกก็จะมีความสามารถในสิ่งนั้นด้วย ที่เรียกว่าเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมา ทำให้เด็กบางคนทำเรื่องบางอย่างได้ง่ายกว่าคนอื่น เช่น เด็กที่เกิดในครอบครัวนักดนตรี ก็มักจะมีความสามารถทางดนตรี ใช้เวลาฝึกหัดเพียงเล็กน้อยก็สามารถเล่นดนตรีได้

อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญของการเจริญเติบโต ทั้งทางร่างกายและสมอง โดยเฉพาะในช่วงที่สมองกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเด็กอายุ 0-6 ขวบ การขาดสารอาหารทำให้เซลล์สมองเจริญเติบโตไม่เมที่ ความฉับไวและประสิทธิภาพในการทำงานจะด้อยลงไป ในเด็กเล็กๆ ที่ขาดสารอาหารมากๆ อาจทำให้สมองพิการปัญญาอ่อนได้ ดังนั้น การกินอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัยจะช่วยพัฒนาสมองให้ฉลาดขึ้น การกินอาหารไม่ถูกต้อง การปล่อยปละละเลยไม่สนใจเรื่องกิน การกินอาหารไม่ได้เนื่องจากเจ็บป่วย การกินอาหารขนมมากเกินไป การเลือกกินอาหารตามใจปาก หรือการกินอาหารที่ไม่มีคุณค่าจะทำให้เด็กขาดสารอาหารและสมองเติบโตช้า กลายเป็นเด็กไม่ฉลาด จึงควรสนใจเรื่องการกินอาหารให้ครบหมู่

สิ่งแวดล้อม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีผลอย่างมากสำหรับพัฒนาการของสมอง การที่เด็กได้อยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น สมองที่ถูกกระตุ้นให้ทำงานมาก ย่อมได้รับความรู้และประสบการณ์มาก ทำให้เป็นคนฉลาดได้ ดังนั้น การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวัย เด็กได้รับสิ่งแปลกใหม่ ข้อมูลใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กมีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาสมอง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สมองสามารถสั่งการออกมาได้อย่างฉับไว คิดได้เร็ว เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว เป็นคนฉลาดได้อย่างที่ต้องการ

ปัจจัย 3 ประการที่กล่าวถึงมี 2 ปัจจัยที่สามารถจัดเตรียมและสร้างเสริมให้เกิดขึ้นได้ คือ ปัจจัยเรื่องอาหาร และสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเป็นสิ่งค่อนข้างยากที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ฉะนั้นการทำให้เด็กฉลาด จึงควรทำในสิ่งที่สามารถทำได้ ควรศึกษาวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้เด็กฉลาด หาทางสนับสนุนให้เด็กได้พัฒนาสมองเต็มตามศักยภาพของเด็กในแต่ละวัย พร้อมทั้งพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องละเลยไม่สนใจหรือขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องจะทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะพัฒนาเป็นเด็กฉลาด หรือการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้องอาจทำลายความสามารถที่เด็กมีอยู่ให้หมดไปได้

การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของสมอง จำเป็นต้องคำนึงถึงกระบวนการทำงานของสมองให้ประสานสัมพันธ์ทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวา สมองซีกซ้ายควบคุมความมีเหตุผล การเรียนด้านภาษา จำนวน ตัวเลข วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ สมองซีกขวาควบคุมด้านศิลปะ จินตนาการ ดนตรี ระยะ/มิติ หากครูจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้ใช้ความคิดโดยผสมผสานความสามารถของสมองทั้งสองซีกเข้าด้วยกัน ให้สมองทั้งสองซีกส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ผู้เรียนจะสามารถสร้างผลงานได้ดีเยี่ยม เป็นผลงานที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และแสดงความมีเหตุผลผสมผสานในผลงานชิ้นเดียวกัน การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กแต่ละวัยควรคำนึงถึงการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ดังนี้

การเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกการยืน เดิน วิ่ง จับ ขว้าง กระโดด การเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ

ภาษาและการสื่อสาร ใช้ภาษาสื่อสารโดยการปฏิบัติจริง การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้ผู้เรียนเล่าหรือเขียนสิ่งที่ได้พบเห็นได้ลงมือกระทำ ฟังเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เรียนต้องการเล่าให้ฟังด้วยความตั้งใจ เล่านิทานให้ฟังทุกวัน เมื่อเล่าจบตั้งคำถามหรือสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวในนิทานอ่านคำจากป้ายประกาศต่างๆ ที่พบเห็น ให้ผู้เรียนได้วาดภาพหรือฝึกเขียนอิสระสิ่งที่พบเห็น

การรู้จักหาเหตุผล ฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต รู้จักการเปรียบเทียบ จำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ จัดหมวดหมู่สิ่งของที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เรียงรู้ขนาด ปริมาณ การเพิ่มขึ้น ลดลง การใช้ตัวเลข

มิติสัมพันธ์และจินตนาการ จากการมองเห็น ให้สัมผัสวัตถุต่างๆ ที่เป็นของจริง เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ตรง เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระยะ ขนาด ตำแหน่ง และการมองเห็น สังเกตรายละเอียดของสิ่งต่างๆ รอบตัว เข้าใจสิ่งที่มองเห็น ได้สัมผัส สามารถนำสิ่งที่เข้าใจมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ดนตรีและจังหวะ ให้ฟังดนตรี แยกแยะเสียงต่างๆ ร้องเพลง เล่นดนตรี รู้จังจังหวะดนตรี

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เข้าใจผู้อื่น เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และสติปัญญา

การรู้จักตนเอง รับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เข้าใจตนเอง ทำให้ดูแลกำกับพฤติกรรมตนเองได้อย่างเหมาะสม

มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ จัดการบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น เรียนรู้อย่างมีความสุข จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของแต่ละบุคคล จัดกระบวนการเรียนรู้แบบเปิดกว้าง

เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้เรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจ เรียนรู้แบบปฏิบัติจริงโดยการใช้ประสาทสัมผัสกับวัตถุด้วยความอยากรู้ อยากเห็น ทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ เกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นกลุ่มเล็กๆ และเป็นรายบุคคล มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่น ตรวจสอบความคิดเห็นของตน ได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่เมื่อมีปัญหา เรียนรู้แบบบูรณาการซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง มีการเชื่อมโยงหลากหลายสาจาวิชาเข้าด้วยกัน

จากความสำคัญของสมองที่มีต่อการเรียนรู้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาได้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองขึ้น โดยได้ทดลองพัฒนานำร่องในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ดังกล่าว ได้ดำเนินการตามแผน Roadmap ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง ดังนี้

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง (Brain-based Learning) มี Roadmap 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 สัมผัสของจริง หรือวัตถุสามมิติที่นำมาใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ในห้องเรียน/นอกห้องเรียน เพื่อเก็บประสบการณ์

ขั้นที่ 2 ก้าวจากการเรียนรู้จากการสัมผัสของจริงหรือวัตถุสามมิติขึ้นสู่กระบวนการเรียนรู้ โดยให้สมองคิดเทียบเคียงของจริงหรือวัตถุสามมิติขึ้นเป็นภาพ

ขั้นที่ 3 ก้าวจากการเรียนรู้จากภาพ ขึ้นสู่กระบวนการเรียนรู้โดยให้สมองเห็นภาพคู่กับลักษณะ

ขั้นที่ 4 ก้าวจากการเรียนรู้จากภาพ ขึ้นสู่กระบวนการเรียนรู้โดยใช้สัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

สาระการเรียนรู้

โจทย์ปัญหาการบวกที่มีผลบวกไม่เกิน 9

จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อกำหนดโจทย์ปัญหาการบวกที่มีผลบวกไม่เกิน 9 ให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์โจทย์และหาคำตอบ พร้อมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ได้

สื่อการเรียนรู้

3.1 อุปกรณ์ที่มีในชั้นเรียน เช่น ยางลบ ไม้บรรทัด ฯลฯ

3.2 ตัวนับ เช่น กระดุม เม็ดมะขาม ฯลฯ

3.3 บัตรภาพสิ่งของในโจทย์ บัตรโจทย์ปัญหา แบบฝึก

3.4 เพลง
แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ทบวนการบวกที่มีผลบวกไม่เกิน 9 ด้วยการร้องเพลง “บวกเลข” พร้อมทำท่าประกอบ

ครูติดแถบประโยคข้อความโจทย์ เช่น โจมีลูกบอล 3 ลูก จิมมีลูกบอล 2 ลูก โจกับจิมมีลูกบอลรวมกันกี่ลูก แล้วขออาสาสมัครแสดงบทบาทสมมติจากโจทย์

ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับโจทย์ข้อ 4.2 ว่า โจทย์ต้องการทราบอะไร โจทย์กำหนดอะไรให้บ้าง มีวิธีหาคำตอบได้อย่างไร พร้อมให้นักเรียนวาดภาพเพื่อหาคำตอบจากโจทย์

ครูแจกตัวนับให้นักเรียนคู่ละ 9 ชิ้น ครูติดบัตรโจทย์ปัญหาบนกระดาน ให้นักเรียนใช้ตัวนับช่วยในการหาคำตอบ แล้วชวนนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับโจทย์ ครูแสดงวิธีทำบนกระดาน เช่น

ครูเตรียมสถานการณ์/โจทย์ปัญหาหลายๆ สถานการณ์/โจทย์ปัญหาที่แตกต่างกัน ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มแล้วร่วมกันสนทนาว่า โจทย์ต้องการทราบอะไร โจทย์กำหนดอะไรให้บ้าง มีวิธีการหาคำตอบได้อย่างไร พร้อมทั้งหาคำตอบ (นักเรียนอาจมีความเห็นที่ต่างกันได้)

ครูตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละกลุ่ม

ให้นักเรียนฝึกสร้างโจทย์ปัญหา โดยครูติดบัตรภาพบนกระดานและสร้างโจทย์ให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน ตัวอย่าง เช่น

ครูแจกบัตรเปล่าให้นักเรียนแต่ละคู่ช่วยกันวาดภาพบนบัตร สร้างโจทย์ปัญหา วิเคราะห์โจทย์และหาคำตอบ ตัวอย่าง เช่น

นักเรียนออกมานำเสนอโจทย์ปัญหาที่ตนสร้างขึ้นและช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง

ให้นักเรียนสำรวจวันเกิดของทุกคนในกลุ่ม (กลุ่มละ 8-9 คน) แล้วเขียนสรุปเป็นเรื่องราวการบวก โดยใช้ข้อมูลวันเกิดที่สำรวจได้

ครูเขียนตารางข้อมูลเกี่ยวกับวันเกิดของนักเรียนบนกระดาน แล้วให้แต่ละกลุ่มใส่จำนวนนักเรียนที่เกิดวันนั้นๆ ลงในตาราง

ให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาข้อมูลในตารางแล้วสร้างเรื่องการบวกจากข้อมูลในตาราง แล้วสนทนาเกี่ยวกับโจทย์ปัญหาที่นักเรียนสร้างขึ้น

ให้นักเรียนทำแบบฝึกตามที่เสนอแนะไว้ท้ายบท

ให้นักเรียนทำแบบฝึก จากแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การบวก

การวัดและประเมินผล

5.1 เครื่องมือวัดและประเมินผล

- แบบสังเกตพฤติกรรม
- แบบฝึกชุดที่ 8
5.2 วิธีการวัดและประเมินผล

- สังเกตจากการตอบคำถาม
- สังเกตการณ์เข้าร่วมกิจกรรม
- ตรวจจากการทำแบบฝึก

โดย ผาณิต ทวีศักดิ์

ที่มาข้อมูล : วารสารวิชาการ ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2553, กระทรวงศึกษาธิการ